null

0

จะเสียเงินซื้อกล้อง ควรรู้อะไรก่อน...ตัดสินใจ

จะเสียเงินซื้อกล้อง ควรรู้อะไรก่อน...ตัดสินใจ


2020-03-19 19:19:14

ตามสัญญาครับ...ที่ให้สัญญาไว้กับท่านสมาชิก ว่าจะมาเล่าเรื่องราวของการตัดสินใจในการที่จะเลือกซื้อกล้องสักตัว เพราะราคาของกล้องมันก็ไม่ใช่บาทสองบาท ที่พอซื้อมาแล้ว นึกอยากจะเปลี่ยนก็เปลี่ยน จริงไหมครับ ดังนั้น ลองมาดูแนวคิดของลุงอู๊ด กันครับว่า ในการที่เราจะเสียเงินเพื่อซื้อกล้องสักตัว เราต้องควรรู้อะไรบ้าง เอาชนิดที่ลุงอู๊ด นึกอะไรออก ก็จะเขียนบอกนะครับ เพราะบทความนี้ ลุงอู๊ดไม่ได้เตรียมการณ์อะไรเลย ด้นสด ๆ กันเลยทีเดียวครับ เพราะเริ่มเห็นคำถามของท่านสมาชิกในบ้าน แวะเข้ามาถามอยู่ 3-4 ท่าน  ตอนแรกว่าจะตอบในกระทู้เลย แต่มันไม่ค่อยสวยงาม ฮ่า ๆ ๆ ๆ อีกอย่าง ลุงอู๊ด เองก็ลองใช้ Web ฟรี ๆ อยู่ครับ ก็เลยถือโอกาส เรียบเรียงเรื่องราวไว้ตรงนี้แล้วกันนะครับ มาเรามาดูกันว่า เราควรต้องรู้อะไรก่อน ตัดสินใจซื้อกล้องสักตัว เพราะเรื่องที่ลุงอู๊ด กำลังจะบอก รับรองว่าหากเป็นมือใหม่จริง ๆ แทบดูเหมือนว่า จะไม่รู้เลยว่า ลุงอู๊ด กำลังจะบอกอะไร เพราะคำศัพท์มันไม่คุ้นชินกับท่านนั่นเอง ดังนั้น หากท่านใดไม่เข้าใจในคำศัพท์ รบกวนท่านต้องศึกษาเพิ่มเติมด้วยตัวท่านเอง ใน Internet นะครับ เพราะ ลุงอู๊ด พยายามจะบอกในเรื่องจริงของ สิ่งที่ควรรู้ก่อนการซื้อกล้องใช้งานครับ


สำหรับลุงอู๊ดเลย ข้อแรกเลยครับ เราต้องสนใจเรื่อง Function ที่อยู่ในกล้อง ที่ควบคุมเรื่องราวของ "สีของแสง" ที่ลุงอู๊ดชอบเรียกเอาเอง...แต่ชาวบ้านจะเรียกว่า..."อุณหภูมิสี"...หรือภาษาปะกิจ เขาจะเรียกว่า White Balance ซึ่งต่อไปนี้ลุงอู๊ดจะขอย่อว่า WB นะครับจะได้พิมพ์สั้น ๆ ง่าย ๆ 



WHITE BALANCE คืออะไร...ไม่บอกครับ ไปค้นหาเอาเองครับ 

แต่เรื่องราวของเจ้า WB นี่สำคัญมากมายจริง ๆ ครับ เพราะเวลาเราถ่ายภาพ ยุคนี้ส่วนใหญ่แล้ว เราต้องการให้ภาพออกมามีสีสันที่สวยงาม ก็เจ้านี่แหละครับ ตัวการสำคัญเลย ที่ทำให้กล้องแต่ละยี่ห้อ แต่ละรุ่น มีเรื่องราวของสีสีนของภาพ ที่สมจริง สวยงาม แตกต่างกัน และไม่ว่าจะเป็นกล้องยี่ห้ออะไรก็ตามที WB ตัวพิเศษ ที่ทำให้กล้องแม้ว่าจะยี่ห้อเดียวกัน แต่หากมีความแตกต่างหรือมีไม่ครบถ้วน ทำให้ราคากล้องต่างกันเป็น หลักหมื่น เลยครับ เพราะไม่ว่าจะกล้องรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ WB มีหมดครับ ราคาก็แพงถูก ก็ตรงเรื่องราวของเจ้า WB เนี่ยแหละครับ ดังนั้น หากท่านต้องการกล้องที่ทำงานเรื่องสีได้เต็มประสิทธิภาพ ชนิดที่ไม่ต้องมานั่งร้องไห้ว่า ตอนที่ซื้อไม่รู้ว่ามันต้องควรรู้ ว่าใช้ประกอบการตัดสินใจ อันสำคัญมากมายทีเดียว และเจ้า WB ตัวสำคัญที่ว่า คือกล้อง ต้องมี WB แบบองศาเควิน ภาษาปะกิจ Kalvin ตัวย่อที่จะปรากฏอยู่ในกล้องคือตัว K

ภาพตัวอย่าง ตัว WB ที่เป็นตัว K ด้านล่างแหละครับ ที่เป็นตัวสำคัญในการจัดการเรื่อง สีของแสง (ลุงอู๊ดเรียกของลุงอู๊ดเองครับ คนอื่นจะเรียกว่า อุณหภูมิแสง) ซึ่งภาพตัวอย่างจะมาจากกล้องประเภท DSLR ค่าย Nikon ครับ ดังนั้น ท่านสมาชิก ต้องศึกษาใน Specification ของกล้องที่ท่านกำลังสนใจ ว่ามี WB แบบ K หรือไม่ ด้วยครับจะได้ไม่ต้องมาเสียใจภายหลัง

ทำไม...ลุงอู๊ด...จึงเน้นว่ากล้องควรมี WB แบบ K เป็นเรื่องแรกที่ควรรู้

1. หากท่านต้องการถ่ายภาพ แล้วให้มีความสมบูรณ์เรื่องสีแบบมืออาชีพ โดยเฉพาะท่านที่อยากรับจ้างถ่ายภาพ หากกล้องท่านไม่สามารถควบคุม WB ได้แบบ K ผลงานท่านในบางเรื่องจะกระจอกงอกหงอยทันทีครับ เอาเป็นอันว่า กลายเป็นกล้องกระจอก ๆ ไปเลยว่ากันแบบตรง ๆ แหละ ไม่อ้อมค้อม
2. เมื่อท่านเข้าใจว่า เรื่อง สีของแสง มันสำคัญมาก ๆ ท่านจะไม่ลังเล ที่จะยอมซื้อกล้อง ที่มี WB แบบ องศาเควิน แม้ว่ามันจะแพงขึ้นเป็นหลักหมื่นเลยทันที เพราะหากท่านไม่มี WB แบบ K สะอย่างไง ท่านก็ต้องเสียเงินกับเรื่องราวของจอ Computer ที่ต้องการคุณภาพในการมองเห็นสีที่ถูกต้อง ก็เป็นหลักหมื่นอยู่ดี
3. ท่านจะไม่สามารถสร้างสันภาพที่ สวยงามแปลกตา ซึ่งแรก ๆ ท่านอาจจะไม่รู้ว่า ต้องทำอย่างไร แต่เมื่อถึงวันหนึ่ง แล้วท่านมารู้ทีหลังและอยากสร้างผลงานที่แปลกตา กล้องท่านก็ทำไม่ได้ เพราะมันไม่มีให้ปรับตั้งค่าตั้งแต่แรกนั่นเองครับ

4. ถึงแม้ว่า กล้องนั้น ๆ จะมี White Balance แบบองศา K แต่บอกเลยครับ ว่า...ผลลัพธ์สีสันของภาพ...ไม่เหมือนกันสักยี่ห้อ...Nikon ก็ไปอย่าง Cannon ก็ไปอีกอย่าง Sony ก็ไปอีกทาง Fuji ก็ไม่มีทางที่จะเหมือนกับใคร เอาเป็นอันว่า มันสำคัญจริง ๆ ในการเลือกคุณภาพของ WB แบบองศาเควิน K ว่ายี่ห้อใด รุ่นใด จะสามารถควบคุมสีสันของภาพ ออกมาได้มาตราฐานที่สูงสุด ให้ความเป็นธรรมชาติของสีสัน จากตัวแบบที่เราถ่ายภาพ ได้ตรงที่สุด ก็สมควรที่จะเลือกกล้องรุ่นนั้น ๆ ยี่ห้อนั่น ๆ ครับ

5. เรื่องการเลือกใช้ WB แบบ Auto บอกไว้ตรงนี้เลยครับ ว่าน้อยยี่ห้อมาก ๆ ที่จะได้การทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ มีไม่กี่ยี่ห้อจริง ๆ ครับ อย่าลืมนะ...ลุงอู๊ด...คือคนรับจ้างสอนถ่ายภาพ ได้มีโอกาสสัมผัสกล้องที่กระจอกที่สุด จนถึงเทพที่สุด ของทุก ๆ ยี่ห้อที่นิยมใช้กันในประเทศไทย ท่านไม่เชื่อลุงอู๊ดในข้อนี้ ก็ตามอัธยาศัยครับ


นอกจาก WB แล้ว ยังต้องใส่ใจในเรื่องราวการ Shift White Balance ด้วยนะครับ มันเป็นอีกบทบาทสำคัญในการรังสรรค์ภาพถ่ายของเราครับ เดียวจะหารูปเรื่องราวของการ Shift White Balance มาให้ดูกันครับ แต่ลุงอู๊ด จะไม่ระบุรุ่นหรือยี่ห้อ ลองดูกันเอาเองครับ แล้วใช้ความรู้สึกกันเอาเองว่า การควบคุมรูปแบบใด สะดวกและง่ายต่อการทำความเข้าใจ

เอาแค่นี้ก็พอนะครับ น่าจะทำให้ท่านสมาชิกมองเห็นและใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจะได้

ทีนี้มาดูกันว่า กล้องที่มี WB แบบองศาเควิน K แล้วหากท่านสมาชิกเข้าใจและควบคุมการทำงานของกล้องได้ดี ลุงอู๊ด จะเอาภาพตัวอย่างที่แบบว่า ถ่ายเสร็จแล้ว...ท่านสมาชิกก็จะเห็นภาพออกมาจากหน้าจอของท่านทันที แต่...นะครับ...แต่...หากท่านสมาชิกไม่เข้าใจการควบคุม WB และการใช้งาน Shift White Balance ถ่ายให้ตายก็จะไม่ได้ภาพอย่างที่ลุงอู๊ด เอามาเป็นตัวอย่างครับ นั่นคือ...แม้กล้องท่านมี WB แบบ K แต่ใช้ไม่เป็นก็มีค่าเหมือน ใช้งานกล้องระดับต่ำ ๆ อยู่ดีครับ แม้จะมีกล้องแพงอยู่ในมือ

เอาแหละคงจะมองภาพออกแหละนะครับ ว่ากล้องที่มีระบบการควบคุม White Balance ดี ๆ มันสามารถที่จะ...เสก...สีสันของภาพถ่ายเราได้จริง ๆ ครับ

ข้อที่ 2 ที่ท่านสมาชิกควรรู้ ค่อนข้างจะเขียนยากสักหน่อย เพราะหากอยู่ด้วยกันแล้วเอากล้องที่ มีระบบ Focus รวมเป็นจุดเดียวกันกับการวัดแสง กับ กล้องที่มีระบบ Focus แยกออกจากการวัดแสง ท่านสมาชิกจะเข้าใจได้อย่างชัดเจน แต่สะอย่างไง ลุงอู๊ด จะพยายามเขียนให้ท่านเข้าใจได้ง่าย ๆ แต่คงต้องใช้เวลาเขียนไม่ใช่เล่น เอาเลยนะ เดี๋ยวค่อย ๆ หารูปภาพมาประกอบครับ 


หน้าตาของกล้องที่มีระบบการ Focus รวมเป็นจุดเดียวกันกับการวัดแสง

มาตีความหมายกันก่อนครับว่า การ Focus ก็คือจุดสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ที่หากเราตั้งค่ากล้องให้เป็นแบบจุด มันก็จะสามารถเลื่อนได้ไปครบทุกจุดที่เป็น สี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ครับ และ เมื่อเลื่อนจุด Focus ไปรอบ ๆ สี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ทั้งหมด โดยหากท่านสมาชิกต้องไปบิด MODE ให้เป็น MODE A หรือ Av แล้วแต่ยี่ห้อกล้องครับ โดยลองวางกล้องไว้นิ่ง ๆ หรือ อยู่บนขาตั้งกล้อง ท่านสมาชิก จะเห็นการเปลี่ยนแปลงค่า Speed Shutter ไปตามความสว่างหรือความมืดของภาพที่เรากำลังจะถ่าย และ หากหยุดเลื่อนจุด Focus Speed Shutter ก็จะอยู่นิ่ง ๆ ไม่เปลี่ยนแปลง (หากไม่มีแสงวืบวาบในสิ่งที่เรากำลังถ่ายภาพ) และเมื่อเลื่อนจุด Focus ไปแล้ว หากต้องการหยุด Speed Shutter ที่ใด เช่นต้องการให้ Speed Shutter ที่ปรากฏในขณะนั้น เป็นเลขอะไรอยู่ก็สามารถที่จะ Lock แสงแล้วทำให้ Speed Shutter อยู่นิ่ง ๆ ไม่เปลี่ยนแปลง เสร็จแล้ว เราก็สามารถย้ายจุดไป Focus ที่อื่นได้ เพราะ จุดสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ มันทำงาน 2 อย่างพร้อมกันอยู่คือ ทำการ Focus และ ทำการวัดแสง ในจุดเดียวกัน ทำให้สะดวกมาก ในการวัดแสงก่อนการถ่ายภาพ โดยเฉพาะการ ถ่ายภาพบนขาตั้งกล้อง และระบบนี้ทำให้เรียนรู้กระบวนการวัดแสงก่อนการถ่ายภาพได้เข้าใจง่ายกว่าและรวดเร็วกว่าครับ


หน้าตาของกล้องที่มีระบบการ Focus แยกอิสระกับการวัดแสง

มาตีความหมายกันครับ สำหรับระบบนี้ ทดลองทำเหมือนกันกับ ข้างบนที่กล่าวไว้แล้วว่า ลองวางกล้องให้นิ่ง ๆ หรือ อยู่บนขาตั้งกล้อง ปรับเป็น MODE A หรือ Av แล้วเปลี่ยนระบบจุด Focus ให้เป็นแบบจุดเดียว แล้วลองเลื่อนกรอบสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ไปตามจุดต่าง ๆ ท่านสมาชิกจะสังเกตุได้ว่า Speed Shutter จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ บางยี่ห้อ อาจจะมองไม่เห็น Speed Shutter จำเป็นต้องกดปุ่ม Shutter ลงครึ่งหนึ่งแล้วจึงจะเห็นค่า Speed Shutter ซึ่งบางรุ่นแป๊ปเดียวก็ดับ ต้องกด Shutter เลี้ยงเรื่อย ๆ ถึงจะเห็น Speed Shutter ได้นาน ๆ ครับ ประเด็นสำคัญคือ เมื่อเลื่อนจุด Focus ไปตำแหน่งใด ๆ Speed Shutter ไม่เปลี่ยนแปลง หากอาการเป็นแบบนี้ เวลาจะวัดแสงบนขาตั้งกล้อง งานจะงอกครับ เพราะมันวัดแสงไม่ได้ ต้องปลด Lock ขาตั้งกล้องแล้ว Move กล้องส่ายไปมา ก็จะเห็นว่า Speed Shutter มีปฎิกริยามีการเปลี่ยนแปลงตามความสว่าง ความมืดของสภาพแสงในสิ่งที่เรากำลังจะถ่ายภาพ ซึ่งระบบนี้ ทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้การวัดแสงที่ลำบากมากกว่า จึงมักจะนิยมไปถ่ายภาพด้วย Mode M หรือ มีกระบวนการชดเชยแสงมาใช้งานในการถ่ายภาพแทน สำหรับกล้องระบบนี้ ข้อสังเกตุง่าย ๆ เลยครับ จะมี วงกลม อยู่กลางจอภาพ หรือในช่องมองภาพ ที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายไปไหนได้เลย อยู่แต่ตรงกลาง สำหรับมุมมองของลุงอู๊ด ลุงอู๊ดว่า ระบบนี้เหมาะสมอย่างมากในการถ่าย VDO ครับ


หน้าตาของกล้องที่มีระบบการ Focus ที่สามารถสั่งแยกการวัดแสง หรือ สามารถสั่งให้รวมกันกับการวัดแสงเป็นจุดเดียวกัน

ในกลุ่มนี้ค่อนข้างเจอน้อยมากครับ หน้าตาแบบนี้มักอยู่ในกล้อง Mirrorless แต่ใช่ว่าจะมีทุกรุ่น ทุกยี่ห้อนะครับ บางทีมีใน รุ้น II แต่ไม่มีใน รุ่น III ก็มีครับ ยากที่จะคาดเดา ต้องได้สัมผัสกล้องแล้วค้นหา Menu ในการควบคุมระบบดังกล่าวให้เจอครับ เพราะระบบกล้องที่แยกอิสระได้ หรือ รวมได้ Defult ของกล้องจะจัดมาแบบ แยกอิสระต่อกันไว้ก่อน ซึ่งกว่าจะค้นหาเจอว่า สามารถสั่งให้กล้องรวมการวัดแสงและการ Focus เป็นเรื่องเดียวกัน เล่นเอาเหงื่อตก ต้องอ่าน Manual แล้วอ่านอีกกว่าจะหามันเจอครับ และอารมณ์แบบนี้จะเจอในกล้องที่มักมีระบบ TOUCH SCREEN เป็นหลัก เท่าที่เจอนะครับ แต่ย้ำนะครับ น้อยรุ่นมากที่จะทำได้แบบนี้ ส่วนใหญ่จะกลายเป็นระบบการ Focus แยกกับการวัดแสงครับ


แล้วที่นี้จะเลือกอย่างไงดี ?

สำหรับข้อนี้ บอกตามตรงครับ แล้วแต่นิสัยของเจ้าของกล้องครับ หากเป็นคนใจร้อน ทำอะไรอยากให้รวดเร็ว ก็ต้องใช้ระบบ Focus กับการวัดแสงเป็นจุดเดียวกันครับ

หากเจ้าของกล้องเป็นคนใจเย็น ไม่รีบร้อน ก็น่าจะใช้ระบบการ Foccus แยกอิสระกับระบบการวัดแสง ได้ครับเพราะระบบนี้สะอย่างไง ก็มีการควบคุมกล้องที่ต้องเสียเวลามากกว่าระบบ Focus เป็นจุดเดียวกันกับการวัดแสงครับ

เป็นอันว่าสำหรับเรื่องราวความแตกต่างของระบบตรงนี้ ท่านสมาชิกลองพิจารณากันเองครับ สำหรับลุงอู๊ด หากให้ใช้กล้องตัวไหนทำการวัดแสง ไม่ว่าจะยี่ห้ออะไร รุ่นไหน ลุงอู๊ด ไม่พลาดครับ เพราะจะทำการปรับใจ ให้เข้ากับการทำงานของกล้องรุ่นนั้น ๆ และ ยอมรับข้อจำกัดของกล้องแต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อ ก็วัดแสงออกมาได้แม่นยำครับ เพียงแค่ วัดแสงแล้วช้า วัดแสงเร็ว วัดแสงสบาย วัดแสงลำบาก ตามคุณสมบัติของกล้องแต่ละตัว ทั้งนี้ ทั้งนั้น ราคากล้องแพง กล้องถูก ไม่มีปัจจัยในเรื่องนี้ครับ มีแค่วัดแสงช้า กับ วัดแสงเร็ว


เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ หากท่านสมาชิก ที่เน้นการถ่ายภาพโดยการใช้กล้องเป็นตัววัดแสง เพราะหากเราไม่มีปุ่ม Lcok แสง มันทำให้เราทำการถ่ายภาพได้อย่างลำบากยากเย็นครับ ปุ่ม Lock แสงส่วนใหญ่แล้วจะมีตัวอักษรย่อว่า AE หรือบางยี่ห้อก็เป็นรูป * ว่ากันไปครับ สะอย่างไงกล้องที่ทำงานในการวัดแสงได้ ต้องมีปุ่มนี้ครับ ในกล้องบางรุ่น บางยี่ห้อ ไม่มีปุ่มนี้ให้ อ้าวววววแล้วเราจะ Lock แสงอย่างไงกันละทีนี้ บางยี่ห้อ ต้องเข้าไป Set ให้ปุ่ม Fn ทำหน้าที่ในการ Lock แสง สำหรับข้อนี้ สรุปง่าย ๆ เลยก็ได้ครับว่า กล้องที่ราคาถูก มักจะไม่มีปุ่ม Lock แสงอยู่ที่ Body ครับ ส่วนกล้องที่ราคาแพง ยังไง ๆ ก็ต้องมี ปุ่ม Lock แสง ให้เรากดได้ง่าย ๆ ด้วยหัวแม่มือข้างขวา แต่มันจะง่ายจริงหรือเปล่า ท่านสมาชิกต้องลองจับกล้องแล้วส่องตาที่ช่องมองภาพ แล้วสามารถกดปุ่ม Lock แสง ได้อย่างไม่พลาดพลั้งหรือ สามารถกดได้โดยที่ไม่ต้องเอากล้องออกจากตาที่มองช่องมองภาพอยู่ หากท่านใดต้องลดกล้องลง แล้วมองหาปุ่ม Lock แสงอีกที ก็แปลว่ากล้องของท่านออกแบบมาให้ใช้ไม่ค่อยจะสะดวกสบายสักเท่าไหร่ บางกล้อง ต้องงอ ๆ นิ้วโป้งขวา ทำให้มือเราเกร็งไปเลยก็มีครับ ลองสังเกตุกันเอาเองนะครับ สิ่งที่สำคัญมาก ๆ อีกเรื่องหนึ่ง ของการทำงานเจ้าปุ่ม Lock แสงนี้ จริง ๆ แล้วมันทำหน้าที่ในการหยุด Speed Shutter ให้อยู่นิ่ง ๆ ไม่กระดุกกระดิกไปไหน อยากได้ Speed เท่าไหร่กด Lock ไว้เลย ลุงอู๊ด จึงชอบเรียกเจ้าปุ่มนี้ว่า ปุ่ม Lock Speed ( ทำงานใน Mode A หรือ Av ) เพราะเรียก Lock Speed มันเข้าใจง่ายดี สำหรับท่านสมาชิกมือใหม่ ๆ ครับ


ยัง ๆ ยังไม่จบเรื่องปุ่ม Lock Speed 

ปุ่ม Lock Speed หากกล้องออกมาจากโรงงาน มักจะทำงานในการถ่ายภาพไม่สะดวกครับ จำเป็นต้องเข้าไป Set การทำงานของมันก่อนให้เป็น AE Lock Hold จึงจะทำให้เราทำงานถ่ายภาพได้สะดวกมากขึ้น หากท่านใดไม่ Set พอปล่อยหัวแม่มือขวาออกจากปุ่ม ก็เท่ากับว่า เราหลุดการวัดแสงที่วางแผนไว้แล้วทันทีครับ ไม่เช่นนั้น ท่านต้องกดปุ่มนี้ค้างไว้ตลอดเวลาถ่ายภาพ ซึ่งกลายเป็นว่า ต้องกดทั้งนิ้วหัวแม่มือ และ นิ้วชี้ ตะคิวจะขึ้นมือไหมเนี่ย อิ อิ


ยัง ๆ ยังไม่พอในการทำความเข้าใจเจ้าปุ่ม Lock แสงเพิ่ม

หลังจากที่ท่านสมาชิก Set ปุ่มนี้ให้เป็นแบบ Hold แล้ว เจ้าปุ่มนี้ จะเปิด จะปิด เหมือนเราเปิดปิดสวิทช์ไฟที่บ้านเลยครับ แบบนี้แหละครับ Lock Speed กันมันส์หน่อย รวดเร็วฉับไวดี แต่พอปล่อยมันหรือ ปิดการ Lock Speed เราจะต้องเห็นค่าของ Speed Shutter ที่ตอบรับกับแสงและมีการเปลี่ยนแปลงทันที ตรงนี้แหละครับเรื่องสำคัญเลย เพราะกล้องบางยี่ห้อ ไม่สามารถสั่งเปิดปิด ปุ่ม Lock แสงได้ดังใจ ต้องรอเวลาให้หมดไป ประมาณ 6 วินาที ( นกคงบินไปแหละ หุ หุ ) ที่สำคัญ เรามองไม่เห็น หรือ ไม่รู้ว่า Speed มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร แบบตลอดเวลา อันนี้สำคัญมาก ๆ ครับ เพราะหากเราไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงของ Speed แล้วเราจะไล่โทนแสงได้อย่างไร เพราะการมองในช่องมองภาพ เราต้องเห็น Speed Shutter ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงตามแสงหรือจะไม่เปลี่ยแปลงตามแสง ที่ร้ายกาจในกล้องบางรุ่น พอ Lock Speed แล้ว จะทำการ Focus ใหม่ไม่ได้เลย อันนี้แหละครับ ที่ลุงอู๊ด อยากโยนกล้องทิ้งไปไกล ๆ เพราะมันทำงานแบบกล้องปัญญาอ่อนกันเลยทีเดียว หากกล้องท่านเป็นระบบนี้ ไปซื้อมือถือถ่ายรูปดีกว่า 

สรุป คิดว่าในข้อสังเกตุตรงนี้ มือใหม่ ไม่เข้าใจที่ลุงอู๊ด พยายามอธิบายด้วยตัวอักษรแน่ ๆ เลย เพราะมันต้องลงมือถ่ายรูป ด้วยการควบคุมเจ้าปุ่ม Lock Speed ด้วยกล้องที่มีระบบต่างกันอย่างที่ลุงอู๊ดบอกมาครับ หากได้ลองระบบจากสองระบบ ท่านสมาชิกจะรู้ทันทีว่า การที่กล้องมีปุ่ม Lock แสง และทำงานตอบสนองกับตากล้องเป็นอย่างดี มันจะทำให้อารมณ์ในการถ่ายภาพของเราเสียน้อยมาก และที่สำคัญ เราจะได้ภาพเด็ด ๆ แสงสวย ๆ ต้องพึ่งพาระบบการ Lock แสงครับ ปุ่มนี้ จึงมีความสำคัญกับลุงอู๊ด มาก ๆ ในการถ่ายภาพครับ หากกล้องไหนไม่มี ลุงอู๊ด จะบอกเลยว่า เอาไปทิ้ง ลุงอู๊ด ไม่ถ่ายเพราะเวลาควบคุมกล้อง มันสุดจะอดกลั้นไม่ได้ ข้อจำกัดเยอะ ๆ แบบนี้ ทำใจไม่ได้ครับ


ส่วนเรื่องอื่น ๆ เช่น ISO ชนิดของ Sensor ที่ฝ่ายการตลาดของกล้องแต่ละยี่ห้อ จะมาโม้ตรงจุดนี้ ว่า ISO ชองฉันมีค่าตัวเลขสูง ๆ Sensor ของฉันมีความละเอียดสูงเท่านั้น เท่านี้ กล้องฉันมีระบบ Track วัตถุเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว กล้องฉันสีสวยสด กล้องฉันสีไม่สวยสด ฯลฯ เรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่มาทำลายหรือรบกวน อารมณ์ในการถ่ายภาพของลุงอู๊ดเลยครับ เพราะมันไม่ใช่สิ่งจำเป็นครับ

ส่วนท่านสมาชิกท่านใด สามารถซื้อกล้องได้โดยไม่มีผลกระทบใด ๆ บอกได้เลยครับว่า กล้องยิ่งแพง มันก็มีเรื่องที่ตอบโจทย์ในการถ่ายภาพได้ดีกว่า เพราะมันมีเทคโนโลยี่ที่ดีกว่า กล้องราคาถูกอย่างแน่นอนครับ ไม่งั้น ลุงอู๊ดจะซื้อกล้องที่ราคาแพง ๆ ไปทำไม ว่าไหมครับ หากใช้กล้องอะไรก็ได้ในการรับงานรับจ้างถ่ายภาพสินค้า/บริการ และที่สำคัญคนเล่นกล้อง จึงไม่มีทางที่จะหยุดเพียงแค่ กล้องตัวเดียว Lens ตัวเดียวเที่ยวรอบโลก ประโยคนี้มันโกหกชัด ๆ ให้คนหลงไปซื้อกล้องนั่นเองครับ


จริง ๆ แล้วมีเรื่องจะเล่าอีก แต่ก็คิอว่า มันจะลงลึกและมีรายละเอียดที่มากขึ้น จนคิดว่า ท่านสมาชิกที่เป็นมือใหม่ ๆ อ่านไม่เข้าใจแน่นอนครับ งั้นขออนุญาตจบตรงนี้เลยนะครับ ก็น่าจะได้ข้อมูลสำคัญในการเลือกซื้อกล้องไปกันทุกท่านนะครับ หากบทความนี้เขียนดี ก็ช่วยกัน Share ให้ลุงอู๊ดหน่อยนะครับ

บทความ : จะเสียเงินซื้อกล้อง ควรรู้อะไรก่อน...ตัดสินใจ

ผู้เขียน : ลุงอู๊ด รับสอนและถ่ายภาพ
วันที่ 19 มี.ค. 2020
โทรสัพท์ 091 875 7239